บทที่ 2 บทที่ 1
ณ คอนโดใจกลางกรุงเทพฯ แห่งหนึ่ง
“พี่คินคะ ตื่นได้แล้วค่ะเช้าแล้ว”
“พี่ขอนอนต่ออีกครึ่งชั่วโมงได้ไหม” คนถูกปลุกให้ตื่นพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้
“ไม่ได้นะ เดี๋ยวพ่อกับแม่อ้ายรอนาน พี่คินลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเดี๋ยวนี้เลย”
ลลิตาพยายามดึงตัวแฟนหนุ่มที่ซุกอยู่ในผ้าห่มให้ลุกจากเตียงนอนอย่างยากลำบาก
การที่แฟนหนุ่มจะมีอาการงอแงไม่อยากตื่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก กว่าจะเดินทางมาถึงประเทศไทยนั่งเครื่องบินข้ามวันข้ามคืน แถมมาเจออากาศร้อนของที่นี่ทำให้ปรับตัวแทบไม่ทัน
แต่ลลิตาจะมัวโอ้เอ้ไม่ได้ เพราะพ่อกับแม่ต่างใจจดใจจ่อรอลูกสาวกลับบ้านเช่นกัน
“คืนนี้อ้ายจะไปปาร์ตี้กับพี่ไหม?”
“ไม่เอาดีกว่าค่ะ ขอนอนพักอยู่ที่บ้านดีกว่า อ้ายไม่รู้จักใคร ไปก็ไม่สนุก”
เธอไม่ได้รู้จักกลุ่มเพื่อนภาคินเลยแม้แต่คนเดียว เธอเพิ่งเจอภาคินตอนไปเรียนที่ต่างประเทศ ฉะนั้นเธอจึงเลือกนอนพักอยู่บ้านดีกว่า
“โอเคครับ” ภาคินลูบหัวคนข้างกายอย่างเอ็นดู
ทั้งคู่ขับรถมาแถบชานเมือง เพราะพ่อกับแม่ของลลิตาไม่ชอบบรรยากาศรถติดในเมืองกรุง พวกท่านจึงเลือกมาสร้างบ้านแถบชานเมืองแทน เพื่อหลีกหนีปัญหาเหล่านั้น
รถยนต์คันหรูขับเข้ามาในคฤหาสน์หลังหนึ่ง ภายในเต็มไปด้วยบรรยากาศธรรมชาติที่ร่มรื่นและมีความเป็นส่วนตัว
“แม่คะ อ้ายกลับมาแล้วค่ะ” ลลิตาพูดกับมารดาเธอด้วยน้ำเสียงดีใจ
“ยัยอ้าย มา มะ มาให้แม่กอดให้หายคิดถึงหน่อยลูก”
คุณหญิงโสภิตลุกจากโซฟาเดินไปหาลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอ แม้ว่าเธอจะอายุเข้าเลขห้าแล้ว แต่ผิวพรรณและใบหน้าที่ได้รับการบำรุงดูแลมาอย่างดี ทำให้เธอมีผิวพรรณราวผู้หญิงอายุเลขสี่ก็ไม่ปาน
สองแม่ลูกสวมกอดกันด้วยความคิดถึง หลังจากที่ไม่ได้พบหน้ากันมาหลายปี เพราะเจ้าตัวแสบของเธออยากลองใช้ชีวิต ทำงานหาเงินใช้เองช่วงปิดเทอมเสียอย่างนั้น
แม้ว่าเธอและสามีไม่เห็นด้วยเท่าใดนัก เพราะพวกเขาไม่ได้ขัดสนในเรื่องเงินทอง กระนั้นก็ยอมให้ลลิตาใช้ชีวิตตามที่ต้องการ อีกอย่างพวกเขาไม่ชอบบังคับลูกสาวด้วย
“อ้ายคิดถึงคุณแม่ที่สุดเลยค่ะ”
“ปากหวานจังเลยนะเรา แล้วไม่คิดถึงพ่อบ้างหรือไง” ชายวัยกลางคนเดินลงบันไดบ่นน้อยใจกับลูกสาวตัวเอง มาถึงก็เอาแต่กอดแม่ไม่ยอมคลายแถมไม่ถามหาเขาสักคำ
“ก็เราเพิ่งเจอกันไปเดือนที่แล้วหนิคะคุณพ่อ ยังไงตอนนี้อ้ายขอคิดถึงคุณแม่ก่อนน้าา~”
เดือนที่แล้วเป็นงานรับปริญญาของเธอ แต่คุณหญิงโสภิตมีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนัก จึงไม่ได้บินไปร่วมงานด้วย ถึงแม้
คุณหญิงโสภิตอยากจะไปขนาดไหน แต่ก็ทนฟังคำคัดค้านสองพ่อลูกไม่ไหว ทั้งคู่ให้เหตุผลไม่ว่ายังไงสุขภาพของเธอก็สำคัญ จึงมีเพียงคุณกัมปนาทและเพื่อนสนิทของลลิตาเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ไปร่วมแสดงความยินดี
คุณกัมปนาทได้แต่ส่ายหัวให้กับลูกอ้อนของลลิตาช่างเลือกอ้อนได้ถูกคนจริง ๆ
แม้ว่าเขาจะเป็นประมุขของบ้านหลังนี้ แต่ก็เป็นเพียงแค่ในนาม เพราะคนที่มีอำนาจสิทธิ์ขาดจริง ๆ คือภรรยาของเขาต่างหาก
“คุณลุงคุณป้าสวัสดีครับ” ภาคินยกมือไหว้ทั้งสองคนด้วยความนอบน้อม
“ไหว้พระเถอะลูก” คุณกัมปนาทกับคุณหญิงโสภิตรับไหว้พร้อมกัน
“ตาคินอยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนไหมลูก วันนี้ป้าลงมือเข้าครัวเองเลยนะ”
“ขอบคุณครับคุณป้า แต่ขอเป็นโอกาสหน้านะครับ พอดีผมมีธุระต้องเข้าไปบริษัท เอาไว้โอกาสหน้านะครับ”
“พี่คินเขาร้อนวิชาน่ะค่ะคุณแม่” ลลิตาพูดแซวแฟนหนุ่ม
“ไปแซวพี่เขาอีก แล้วเมื่อไหร่เราจะเข้าไปดูแลบริษัทเหมือนอย่างพี่เขาบ้าง” คุณกัมปนาทพูดแซวลูกสาวตัวเอง แต่ยังไม่ทันได้คำตอบจากบุตรสาว ก็มีเสียงแทรกขึ้นมาแทน
“เอ๊ะคุณ! ลูกเพิ่งกลับมานะ ให้ลูกพักผ่อนให้หายเหนื่อยก่อนไม่ได้หรือไงคะ”
คุณหญิงโสภิตเอ็ดสามี เธอยังไม่อยากให้ลูกสาวไปดูแลบริษัทตอนนี้ เพราะเพิ่งกลับมา เธออยากให้ลลิตาพักผ่อนให้หายเหนื่อยเสียก่อน
ทางด้านคนที่ถูกเอ็ดถึงกับถอนหายใจ เขาก็ยังไม่คิดให้บุตรสาวไปดูแลงานที่บริษัทตอนนี้เช่นกัน แค่พูดแหย่เล่นเท่านั้นเอง
“เอาละ ๆ มัวแต่คุยเล่นกันอยู่นี่ตาคินไปบริษัทช้าพอดี” เจ้าบ้านอย่างเขาต้องเปลี่ยนเรื่องคุย ไม่อย่างนั้นเขาคงโดนบ่นจนหูชาอย่างแน่นอน
“ไฟแรงแบบนี้คงพร้อมรับช่วงต่อจากพ่อตัวเองแล้วใช่ไหมล่ะเรา” คุณกัมปนาทหันมาพูดกับชายหนุ่ม ใบหน้าเขายิ้มเล็กน้อย
“ครับ” ภาคินพยักหน้ารับพร้อมกับรอยยิ้ม
“อย่างนั้นลุงก็สบายใจ บริษัทพวกเราจะได้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เพราะได้ผู้บริหารคนใหม่ไฟแรงมาบริหารงาน” คุณกัมปนาทตบไหล่เบา ๆ เสมือนเป็นการให้กำลังใจจากเขา
ภาคินพยักหน้าอีกครั้ง เขาพอรู้สิ่งที่คุณพ่อของลลิตาต้องการสื่อว่ากำลังคาดหวังให้เขาบริหารบริษัทให้ดีขึ้นจากเดิม
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ภาคินยกมือไหว้ลาผู้ใหญ่ทั้งสองโดยไม่ลืมส่งยิ้มให้ลลิตา ที่ยืนมองเขาด้วยแววตาละห้อย
“พี่ไปก่อนนะ เดี๋ยวเสร็จแล้วพี่จะโทรหานะครับ”
“ขับรถดี ๆ นะคะพี่คิน อ้ายฝากสวัสดีคุณลุงคุณป้าด้วยนะคะ”
เมื่อร่ำลากันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็พากันเข้าไปรับประทานอาหารร่วมกันแบบพร้อมหน้าในรอบหลายปี บรรยากาศวันนี้จึงเต็มไปด้วยความอบอุ่น
หลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามคนก็แยกย้ายไปทำธุระของตัวเอง คุณกัมปนาทต้องไปอ่านรายงานบริษัทที่เลขาสรุปมาให้ ส่วนลลิตาก็มานั่งดูโทรทัศน์กับคุณหญิงโสภิตที่ห้องนั่งเล่น
“เดินทางมาเหนื่อย ๆ ไม่นอนพักหน่อยเหรอลูก”
“ไม่เอาค่ะ อ้ายอยากอยู่กับคุณแม่มากกว่า”
คุณหญิงโสภิตยิ้มให้กับคำพูดลูกสาวตัวเอง เรื่องขี้อ้อนนี้ไม่มีใครเทียมเท่าจริง ๆ
